จำหน่ายก้อนเชื้อเห็ด,หัวเชื้อเห็ด,แม่เชื้อวุ้น Home | ทั่วไป
Get Adobe Flash player

หาข้อมูลเห็ดภายในเว็บ ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ มีปัญหาจะปรีกษา โทร 089-411-4364 บาส ครับ E-Mail : bassnatt@hotmail.com

เรื่องเกี่ยวกับเห็ดทั้งหมด

แชร์บน facebook ของคุณ

แชร์ on facebook

เรื่องมาใหม่

บทความเรื่องเห็ด

การกำจัดราเขียว,ไร ด้วยจุลินทรีย์ BS. และจุลินทรีย์ BT.

การกำจัดราเขียว,ไร ด้วยจุลินทรีย์ BS. และจุลินทรีย์ BT.



จุลินทรีย์ BS. เป็น แบคทีเรียสกุล บาซิลัส สายพันธุ์คัดเลือกแล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดเชื้อรา โรคพืชต่างๆ เช่น โรคราเขียว โรคราส้ม อีกทั้งยังมีผลกระตุ้นและเพิ่มผลผลิตหากนำไปใช้การเพาะเห็ด
วิธีทำ : นำมะพร้าวอ่อน 1 ผล มาเฉาะเปิดฝา ใส่เชื้อจุลินรีย์ BS. 1 ช้อนชา ลงไปในผลมะพร้าวอ่อน คนให้เข้ากัน ปิดฝาหมักไว้ในที่ร่มประมาณ 24 - 48 ชม.
วิธีใช้ : นำน้ำมะพร้าวที่หมักกับจุลินทรีย์ BS. 10 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วก้อนเชื้อให้เปียกชุ่มโชก ช่วงตอนเย็นติดต่อกัน 3 วันหลังจากแขวนก้อนเชื้อ


จุลินทรีย์
BT. เป็น ผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในกลุ่มแบคทีเรีย ที่ได้รับคัดเลือกว่ามีประสิทธิภาพสูง ในการป้องกันและกำจัดไรศัตรูเห็ด โดยเฉพาะไรไข่ปลา ซึ่งเป็นปัญหาในธุรกิจการเพาะเห็ดเพื่อการค้าปัจจุบัน
วิธีทำ : นำมะพร้าวอ่อน 1 ผล มาเฉาะเปิดฝา ใส่เชื้อจุลินรีย์ BT. 1 ช้อนชา ลงไปในผลมะพร้าวอ่อนคนให้เข้ากัน ปิดฝาหมักไว้ในที่ร่มประมาณ 24 - 48 ชม.
วิธีใช้ : นำน้ำมะพร้าวที่หมักกับจุลินทรีย์ BT. 10 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วก้อนเชื้อให้เปียกชุ่มโชกและบริเวณภายในโรงเรือน ช่วงตอนเย็นติดต่อกัน 3 วันหลังจากแขวนก้อนเชื้อ และฉีดทุก ๆ 5 -7
วัน/ครั้ง

อ่านเพิ่มเติม...

 

 

การกระตุ้นเห็ดภูฐานด้วยฮอร์โมน

การกระตุ้นเห็ดภูฐานด้วยฮอร์โมน

การทำฮอร์โมนเร่งดอก

- ใช้นมสด (ตราเหยี่ยว) อัตรา 2 ช้อนโต๊ะ

- น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

- น้ำ ครึ่งลิตร ( 500 ซี.ซี)

ผสมนมสดและน้ำตาลทรายกวนให้เข้ากัน เติมน้ำครึ่งลิตร ใส่กระบอกน้ำฉีดพ่นที่ปากถุงเห็ด ฉีด 20 วันครั้ง หรือดูว่าผลผลิตเริ่มลดลง เช่น ดอกเล็ก ดอกผอม ใช้สลับร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ ร่วมด้วยจะทำให้ตีนเห็ดโต ดอกโตและอวบขึ้น ยืดอายุการเก็บเห็ดเพิ่ม


การทำน้ำหมักชีวภาพ


- น้ำ 100 ลิตร

- อีเอ็ม 1 ลิตร

- กากน้ำตาล 2 ลิตรครึ่ง

นำทั้ง 3 ส่วนผลมเข้าด้วยกัน หมักนาน 15 วัน กวนทุกวันปิดปากถังให้มิด หลังจากนั้นเติมน้ำลงไปทุกวัน วันละ 5 ลิตรจนครบ 200 ลิตร นำเศษเห็ดที่เหลือ เช่น ตีนเห็ด เศษเห็ด ไปหมักในถังน้ำหมักชีวภาพ

วิธีใช้

ใช้น้ำหมักชีวภาพ 10 ลิตร ผสมน้ำ 10 ลิตร ( หากเข้มข้นเกินให้ปรับลดน้ำปุ๋ยหมักชีวภาพได้ตามความเหมาะสม ) ฉีด 2-3 วัน/ครั้ง ใส่กระบอกฉีดพ่นฝอยบริเวณปากถุง ไม่ควรฉีดใกล้ปากถุงเกินไป เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราชนิดอื่นตามมาได้

 

นางพวงรัตน์ คมกล้า นางสุภาพร สุวรรณกูล ผู้จัดทำข้อมูล

อ่านเพิ่มเติม...

 

 

เพิ่มการผลิตเห็ดภูฏาน ระยะอากาศหนาวเย็น

เพิ่มการผลิตเห็ด ภูฏาน ระยะอากาศหนาวเย็น
วันที่ : 28 ธันวาคม 2550
หมวด เห็ด" กลุ่ม เห็ด นางรม

ขณะ ที่อากาศค่อนข้างร้อนการผลิตเห็ดขอนขาว และเห็ดกระด้างจะได้ผลดีกว่าเห็ดภูฏานซึ่งมีถิ่นกำเนิดในที่หนาวเย็นกว่า ประเทศไทย ส่วนฤดูร้อนและฤดูฝน การผลิตเห็ดนางรมขาวหรือนางรมฮังการีจะดีกว่าเห็ดภูฏานที่บางครั้งแทบไม่ เกิดดอกเห็ดเลย ดังนั้นการวางแผนการผลิตโดยทำตารางกำหนดงาน หรือปฏิทินการผลิตเห็ดแต่ละชนิดให้สอดคล้องกับฤดูกาลจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่ น้อยไปกว่าผลิตเห็ดอะไรขายให้ใคร
เห็ดภูฏานมีชื่อเต็มๆ ว่าเห็ดนางฟ้าภูฏาน มี 2 สายพันธุ์คือดำกับขาว(หรือครีม) เพาะโดยใช้ขี้เลื่อยแบบเดียวกับการเพาะเห็ดถุงทั่วไป เช่น เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดยานากิ เห็ดกระด้าง เห็ดขอน เห็ดหอม ฯลฯ เกิดดอกเห็ดได้ดีในเดือนพฤศจิกายน? ธันวาคม มกราคม ถ้าปีใดหนาวเร็วก็นับเดือนตุลาคมด้วย และปีใดหมดหนาวช้าก็อาจนับเดือนกุมภาพันธ์ด้วย ภาคเหนือและอีสานอากาศเย็นกว่าจึงผลิตเห็ดได้มากกว่า แต่กรุงเทพฯ เป็นตลาดใหญ่กว่า รับสินค้าได้มากกว่า เมื่อเข้าเดือนตุลาคม การผลิตถุงเชื้อเห็ดก็ควรลดเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดภูฏานขาว ให้น้อยลงแล้วเพิ่มการผลิตเห็ดนางฟ้าภูฏานดำเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามความหนาวในภาคกลางไว้ใจไม่ได้ จึงไม่ควรทุ่มเทผลิตแต่นางฟ้าภูฏานดำทั้ง 100% บางปีมีร้อนสลับหลายวันที่เห็ดไม่เกิดดอก แต่ถ้าเราผลิตถุงเชื้อเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าภูฏานขาวได้สัก 20-30% เห็ดจำนวนนี้จะเกิดดอกให้พอเก็บขายได้เงินบ้างแม้จะร้อนจนเห็ดนางฟ้าภูฏานดำ ไม่สร้างดอกเห็ดก็ตาม

ที่มา : ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
อ่านเพิ่มเติม...

 

 

ไรศัตรูเห็ดนางฟ้า :กำจัดด้วยจุลินทรีย์ที่ชัยนาท

ไรศัตรูเห็ดนางฟ้า :กำจัดด้วยจุลินทรีย์ที่ชัยนาท
วันที่ : 02 มกราคม 2551
หมวด เห็ด" กลุ่ม เห็ด นางฟ้า

คุณ ศรัญ พรหมอินทร์ อยู่ที่ 100 หมู่ 3 ต.สามง่ามท่าโบสถ์ อ.หันคา จ.ชัยนาท ทำอาชีพเพาะเห็ดนางฟ้า เมื่อเปิดปากถุงเพื่อให้เกิดดอกเห็ด พบว่าไรเห็ดลงกินเส้นใยเห็ดในถุงจนเห็นสีของขี้เลื่อยสีน้ำตาลแดงมากกว่าสี ขาวของเส้นใยเห็ด ชาวบ้านที่เพาะเห็ดมักเรียกว่าไรแดง ซึ่งเป็นชื่อที่ผิด แต่นักปลูกเห็ดจะเข้าใจดี ตัวไรยังตามเกาะกินที่ดอกเห็ด ทำให้ดอกเห็ดหงิกงอ ขนาดเล็กกว่าปรกติ ผลผลิตรวมลดลงมาก จึงปรึกษาไปที่ชมรมเห็ดขอนแก่น? เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาโดยไม่ใช้สารพิษจำพวกยาเคมี
จากนั้นจึงหมักขยาย เชื้อจุลินทรีย์กำจัดไร คือ บาซิลลัส ไมโตฟากัส (ชื่อใช้อย่างไม่เป็นทางการ) คือใช้เชื้อ 10 กรัม ใส่ในน้ำ 20 ลิตร เติมนมข้นหวาน 1 กระป๋อง เติมอากาศโดยใช้ปั๊มลมแบบที่ใช้ในการเลี้ยงปลาสวยงามในตู้ปลา เอาหัวทรายวางไว้กลางกะละมังให้มีฟองอากาศเกิดตลอดเวลานาน 36-48 ชม. ก่อนนำไปใช้ เติมน้ำเปล่าเพิ่มได้อีก 40 ลิตร นำไปฉีดพ่นทั้งดอกเห็ดเล็ก ฉีดพ่นเข้าปากถุง บนชั้นวางก้อนเชื้อ บนพื้นดิน ผนังโรงเรือน ทำ 4-7 วันครั้ง พบว่าสามารถควบคุมมิให้ไรระบาดได้ นักวิชาการอธิบายว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดนี้สามารถผลิตน้ำย่อยชื่อ ไคตินเนส ทำให้ผนังลำตัวของไรอ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอ่อนของไรมีขนาดเล็กมักเดินเบียดเสียดไปมาช่วยแพร่ เชื้อออกไป ทำให้ไรลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนเชื้อไม่มีผลเสียต่อเห็ด เห็ดจึงกลับมาสร้างดอกได้ดีอีก
ที่มา : ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
อ่านเพิ่มเติม...

 

 

เห็ดนางฟ้า : แมลงรบกวนดอกเห็ด

เห็ดนางฟ้า : แมลงรบกวนดอกเห็ด
วันที่ : 05 มกราคม 2551
หมวด เห็ด" กลุ่ม เห็ด นางฟ้า

ถาม ผมเริ่มเพาะเห็ดนางฟ้าเป็นครั้งแรก 2,000 ก้อน ซื้อก้อนเชื้อเขามา หลังจากเก็บดอกเห็ดรุ่นแรกไปแล้ว พอเริ่มเกิดดอกเห็ดรอบสองก็มีแมลงตัวเล็กๆ บินได้ตรงกลางตัวคอดหน่อย ถ้าเขามาเกาะดอกเห็ดตอนเช้า พอตอนเย็นดอกเห็ดก็จะเหี่ยว จะเป็นการดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอกเห็ดใช่หรือไม่ แก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? แมลงอะไรบ้างที่ทำลายเห็ดได้รวดเร็ว รอบแรกดอกเห็ดไม่ถูกทำลายเลย แมลงนี้ขยายพันธุ์ที่ไหน (ผู้ปลูกเห็ดมือใหม่ วังทอง พิษณุโลก)
ตอบ แมลงนี้เป็นแมลงอะไรตอบทันทีคงไม่ได้ แต่แมลงที่ทำลายเห็ด หรือมากินเห็ดอาจขยายพันธุ์ในมูลสัตว์ ในฟาร์มที่เริ่มผลิตเห็ดแมลงจะไปขยายพันธุ์ที่เศษเห็ดซึ่งตัดแต่งออกมาก่อน ส่งเห็ดไปขาย ควรต้องเก็บเศษเห็ดมิชิดหรือขนไปไกลฟาร์มเพื่อเป็นการตัดวงจรแมลง ถ้าทิ้งที่เดียวกันทุกวันไม่ช้าก็เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์แมลงศัตรูเห็ด ส่วนใหญ่แมลงเหล่านี้วงจรชีวิตสั้น จึงขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนได้เร็ว เห็ดที่ถูกแมลงไปตอมอาจถูกวางไข่เกิดตัวหนอนกินในไส้ดอกเห็ด ไม่เหมาะต่อการขาย ก็เก็บทิ้งรวมกับเศษเห็ด ยิ่งเป็นการเพาะขยายพันธุ์แมลง ควรหมักขยายพันธุ์เชื้อบีที 1 ช้อนชาต่อน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล ครบ 24 ชั่วโมง ผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดที่ดอกเห็ด ระยะแมลงมีมาก 3-4 วัน/ครั้ง พอแมลงน้อยก็ยืดเป็น 5-7 วันครั้งได้ เชื้อนี้ไม่อันตรายต่อคนแต่ฆ่าหนอนของแมลงได้ดี มีบริการเชื้อทางไปรษณีย์? ควรต้องทำควบคู่กันเพราะแมลงไม่ได้มาจากเศษเห็ดอย่างเดียว จากมูลโคกระบือในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้ จึงควรฉีดพ่นบีทีกำจัดหนอนด้วย แต่ต้องหมักบีทีเองก่อน 24 ชม.
ที่มา : ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
อ่านเพิ่มเติม...

 

 

การทดลองเพาะเห็ดนางรม นางฟ้า โดยคลุมหน้าถุง

การทดลองเพาะเห็ดนางรม นางฟ้า โดยคลุมหน้าถุง
วันที่ : 02 มกราคม 2551
หมวด เห็ด" กลุ่ม เห็ด นางฟ้า

     การ เพาะเห็ดเมืองหนาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแชมปิญอง จะเพาะโดยมีการใช้ดินผสมหรือพี้ท(ถ่านหินร่วน) คลุมผิวแปลงวัสดุเพาะเห็ดที่เส้นใยเห็ดเจริญเต็มที่แล้ว พร้อมต่อการที่จะทำให้เกิดดอกเห็ด การคลุมแปลงเห็ดแบบนี้เรียกว่า เคสซิ่ง และดินที่ใช้คลุมก็จะเรียกว่าเคสซิ่งซอยล์ (Casing Soil) ตั้งแต่ดั้งเดิมนั้นใช้ดินร่วน ถ้าไม่ร่วนก็ทำให้ร่วนโดยใช้ยิบซั่ม ถ้าดินเป็นกรดมีค่าพีเอชต่ำเกินไปก็ให้เติมหินปูนบดแล้วปรับจนได้พีเอ ชประมาณ 7.0 หรือไม่เกิน 8.0 ซึ่งพอใช้งานมีการรดน้ำค่าพีเอชจะลดลงมาอีก 1 เหลือที่ 6.0-7.0 ซึ่งถือว่าดีพอ

     ในต่างประเทศได้พัฒนา ดินคลุมแปลงเห็ดมาเรื่อยๆ จนในที่สุดมักลงเอยที่ใช้พี้ท 10 ส่วน หินปูนบด 1 ส่วน ยิบซั่ม 1 ส่วน ในไทยนั้นการใช้ระบบเคสซิ่ง แต่เดิมทำกับแชมปิญอง ที่เพาะปลูกในฤดูหนาว โดยใช้ดินจากภูเขาไฟผุในภาคเหนือ ที่ใช้กับเห็ดถุงเคยใช้แต่กับเห็ดเป๋าฮื้อ การใช้ดินคลุมทำให้ต้องวางเห็ดถุงในแนวตั้ง แต่การเพาะเห็ดถุงในไทยนิยมวางถุงแนวนอนแบบใช้ชั้นวางถุงรูปตัวเอ (A) จึงใช้คลุมผิวไม่ได้ อาจารย์สมาน ชินเบญจพล ข้าราชการบำนาญ มช. เคยเพาะเห็ดนางรม แล้วเคสซิ่งหรือกลบดิน เห็ดออกรุ่นแรกเป็นช่อใหญ่ได้ 300-400 กรัม แล้วยังออกได้หลายรอบ <br />ในหนังสือการเพาะเห็ดเป็นอาหารเสริมและเป็นยาของสตาเม็ทส์ กล่าวถึงเห็ดที่ตอบสนองต่อการปลูกแบบคลุมดินคือเห็ดแชมปิญอง หลินจือ เห็ดถั่วเน่า(คอพรินัส) และเห็ดโคนญี่ปุ่น สวนเห็ดดอนปรูเคยทดลองแล้วถือว่าได้ผลดี ปัจจุบันทดลองเคสซิ่งกับเห็ดนางรม นางฟ้า โดยทำทั้งฉีดเชื้อพลายแก้ว 3 ครั้ง และเคสซิ่งร่วมด้วย นับว่าได้ผลผลิตสูงเป็น 2-3 เท่าของการเพาะแบบโรงเรือนชั้นตัวเอ (วิเชียร ธาตุงาม 089-9410194) ในอนาคตจะทำการทดลองกับเห็ดโคนญี่ปุ่นซึ่งราคาสูงกว่า

ที่มา : ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
อ่านเพิ่มเติม...

 

 

ปัญหาที่พบบ่อยและการ แก้ไข (เห็ดนางฟ้าภูฏาน,นางรม,ฮังการี,เป๋าฮื้อ)

ปัญหาที่พบบ่อยและการ แก้ไข (เห็ดนางฟ้าภูฏาน,นางรม,ฮังการี,เป๋าฮื้อ)
วันที่ : 10 กันยายน 2552
หมวด เห็ด" กลุ่ม เห็ด นางฟ้า

      1.ปัญหาหน้าถุงเห็ดเหลืองและเน่า สาเหตุ น้ำเข้าถุงเห็ด การแก้ไข ใช้มีดกรีดเล็ก ๆ ใต้ขอบถุงเพื่อระบาย น้ำออกแล้วเอาเห็ดที่เน่าออกให้สะอาด 2.ปัญหา เห็ดดอกแรกเหี่ยวแห้งเหลือ สาเหตุ แคะหน้าถุงแล้วขี้เลื่อยแตกทำให้ เส้นใยประสานกันช้า ความชื้นในโรงเรือนน้อย การแก้ไข เก็บดอกที่เหี่ยวทิ้ง เพิ่มความชื้นในโรงเรือนโดยการรดน้ำ แก้ไขโรงเรือนอาจมีลมโกรกมากไป 3.ปัญหา ดอกเห็ดเน่าเปียกและเหลือง สาเหตุ ความชื้นในโรงเรือนมากเกินไป อากาศในโรงเรือนไม่ถ่ายเท การแก้ไขลดการให้น้ำภายในโรงเรือน ถ้าดอกเห็ดภายในโรงเรือนบาน เป็นส่วนใหญ่ควรรดน้ำน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ เพื่อป้องกันน้ำขังบน ดอกและทำให้เน่าเหลืองได้ ปรับทิศทางระบายอากาศภาย ในโรงเรือนเพื่อให้มีการถ่ายเทที่ดีขึ้น ในเวลากลางคืนให้เปิดประตูโรงเรือน เพื่อไล่ความชื้นและอากาศเก่าออก

     4.ปัญหา ภายในโรงเรือนอบอ้าว สาเหตุทิศทางระบายอากาศไม่ดี การแก้ไข เปิดหรือปรับช่องระบายอากาศของโรงเรือน ปัญหาแมลงสาบบุก ผู้เพาะเห็ดมือใหม่ อาจพบปัญหา แมลงสาบมาแทะกินดอกเห็ด อาจมีเพียงเล็กน้อย ดอกเห็ดแหว่ง ไม่สวย ขายไม่ได้ราคา แต่บางรายปลูกเรือนเพาะเห็ดใกล้ท่อระบายน้ำ เวลาเห็ดออกดอกอาจมีแมลงสาบเข้ามาเป็นฝูง อาจกัดกินเห็ดจนโกร๋นเหลือแต่ก้านดอก การป้องกันกำจัดแมลงสาบทำได้หลายวิธีร่วมกัน ควรทำตั้งแต่เริ่มมีปัญหาเพียงเล็กน้อย อย่ารอให้ปัญหาใหญ่ หรือแมลงสาบขยายพันธุ์จนมีมาก เมื่อพบร่องรอยการกัดแทะดอกเห็ดให้สำรวจ ว่าแมลงสาบหลบซ่อนที่ใด เข้ามาสู่บริเวณที่ดอกเห็ดอย่างไร หากไต่ขึ้นทางต้นเสาอาจใช้กาวสองหน้าติดรอบเสา ซึ่งจะทำลายหนวดและขาของแมลงสาบได้จำนวนหนึ่ง ถ้าแมลงสาบเข้ามาโดยการบิน ให้เลือกจุดที่เหมาะสมให้แมลงเข้าเรือนเพาะเห็ดเห็นได้ง่าย จุดนี้ติดตั้งหลอดแบล็คไลท์ เปิดไฟเวลากลางคืนใช้กะละมังใส่น้ำใส่สารลดแรงตึงผิวของน้ำ เช่น ALS 29 หรือผงซักฟอก เพื่อให้แมลงมาเล่นไฟแล้วตกน้ำ จมน้ำตายได้ง่ายขึ้น หากสามารถหากรงดักแมลงสาบมา ใช้ได้ก็ควรนำมาใช้ด้วย เส้นทางออกจากที่ซ่อนจะมาก้อนเห็ดนั้นควรมี ถาดเหยื่อพิษวางไว้ให้แมลงสาบกิน ก็ลดแมลงสาบได้อีกส่วนหนึ่ง แมลงสาบยังถูกล่อได้ด้วยกลิ่นที่ใช้ล่อแมลงอื่นๆ เช่น กลิ่นล่อแมลงวันผลไม้ เป็นต้น แม้ขวดน้ำอัดลม ขวดเหล้าเบียร์ มีเศษ เหลือตกค้าง จับวางทางตั้งเติมน้ำ 1 ใน 3 ของขวดตั้งไว้ แมลงสาบจะเข้าไปสำรวจจมน้ำในขวดขึ้นมาไม่ได้ สัตว์ที่กินแมลงสาบได้ดีในธรรมชาติ คือ ต๊กโต (ตุ๊กแก) ซึ่งจะตามกลิ่นสาบไปและจับแมลงสาบกิน ผู้เพาะเห็ดจึงไม่ควรรังเกียจเสียงร้องและ รูปร่างของสัตว์ที่กินแมลงสาบและแมลงอื่น การมีต๊กโตจะช่วยลดจิ้งจกให้น้อยลงด้วยส่วนหนึ่ง และลดหนูขนาดเล็กๆ ลงไปด้วย

ที่มา : อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ, ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อ่านเพิ่มเติม...

 

 

กระตุ้นเห็ดนางฟ้า นางรมให้ออกดอกพร้อมกัน โดยการงดน้ำ

กระตุ้นเห็ดนางฟ้า นางรมให้ออกดอกพร้อมกัน โดยการงดน้ำ
วันที่ : 19 ตุลาคม 2552
หมวด เห็ด" กลุ่ม เห็ด นางฟ้า

     เรื่อง ของการเพาะเห็ดนั้น กล่าวได้ว่าขึ้นอยู่กับอัธยาศรัยของผู้เพาะโดยแท้ นอกจากเกษตรกรจะสามารถเลือกชนิดเห็ดที่ชอบ ระยะเวลา ปริมาณที่เพาะได้ตามความสมัครใจ และความพร้อมได้แล้ว เกษตรกรบางรายยังเลือกที่จะบังคับให้เห็ดทะยอยออกดอกให้ได้เก็บทุกวัน เพื่อให้ได้เงินทุกวันและไม่ให้ล้นตลาด ในขณะที่เกษตรกรอีกคนอาจเลือกที่จะบังคับให้เห็ดออกดอกเป็นชุดๆ พร้อมๆกัน เพื่อให้เก็บได้คราวละมากๆ จะได้ไม่เสียเวลา และใช้วิธีหมุนเวียน(กรณีมีก้อนเห็ดมาก) ส่วนวิธีการบังคับดอกนั้น เฉพาะเห็ดนางฟ้า- นางรม ทำได้หลายวธีทั้งใช้ปุ๋ย ฮอร์โมน แต่ขอเล่าให้ฟังเฉพาะวิธีงดน้ำ

     1.วิธีการนี้ใช้ได้กับ เห็ด ตระกูลนางฟ้า-นางรมเท่านั้น 2.ใช้วิธีการนี้หลังจากเก็บเห็ดรุ่นแรกแล้ว(ซึ่งเห็ดรุ่นแรกมักจะออกดอก พร้อมกันอยู่แล้ว) 3.หากอยากให้เห็ดทะยอยออกดอกทุกวัน ก็ใช้วิธีรดนำให้ความชื้นสมำเสมอทุกวัน ก้อนเห็ดจะรัดตัว และเมื่อพร้อมก็จะทะยอยออกดอกให้ได้เก็บทุกวัน มากบ้าง น้อยบ้าง 4.หากอยากให้ออกดอกเป็นชุด หลังจากเก็บดอกเห็ดชุดแรกเสร็จ ให้ทำความสะอาดหน้าเห็ด หากพบรากเห็ด หรือโคนเห็ดถูกดึงออกไม่หมดติดค้างอยู่ที่คอขวด ให้ใช้ช้อนแคะออกให้หมด จากนั้นงดให้นำเห็ดนางรม-นางฟ้า เป็นเวลา 4-7 วัน หากในระยะ 4-5 วันแรกมีเห็ดแทงดอกให้แคะทิ้ง หรือปล่อยให้ดอกเห็ดแห้ง ห้ามใจอ่อนรดน้ำเด็ดขาด เมื่อถึงวันที่ 6-7 หรือหากเป็นพันธุ์หนัก วันที่ 9-10 จะเกิดตุ่มดอกเห็ดชุดใหม่ทะยอยเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ให้เริ่มรดนำให้ความชื้น และอาจกระตุ้นให้ความสดชื่นโดยการใช้เครื่องดื่มชูกำลังที่มีขายทั่วไป อัตรา 1 ขวด ผสมนำ 20 ลิตร ฉีดพ่น หลังให้นำครั้งแรก เห็ดจะออกดอกใด้สมำเสมอยิ่งขึ้น (ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีนะครับ เห็ดจะออกดอกครั้งเดียวแล้วหายไปเลยเพราะเสียกำลัง) เท่านี้เห็ดนางฟ้า-นางรมของท่านก็จะออกดอกพร้อมกันเป็นชุดๆแล้ว

อ่านเพิ่มเติม...

 

 

เห็ดที่ต้องการเพาะ

เห็ดที่ต้องการเพาะ
 

คนที่อยู่ในห้องChat

  • No users online

สารพิษจากเห็ด

Administrator

 

 

 

         สารพิษจากเห็ด

  

                ในประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีภูมิอากาศเหมาะสมแก่การเจริญเติบโต และขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดตั้งแต่จุลินทรีย์, เห็ด, รา, ตลอดจนพืชและสัตว์นานาพันธุ์ ซึ่งจุลินทรีย์, รา, และเห็ดเหล่านี้สามารถสร้างสารพิษชีวภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้
สารพิษชีวภาพคือ สารที่เกิดจากกระบวนการทางสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เมื่อคนหรือสัตว์ได้รับสารดังกล่าวนี้เข้าไปในร่างกายแล้ว ก่อให้เกิดพยาธิสภาพทำให้เจ็บป่วยจนกระทั่งถึงแก่ชีวิตได้

สารพิษจากเห็ด ในบ้านเราซึ่งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีเห็ดมากมายหลายชนิดที่มีพิษ ปัญหาที่สำคัญเมื่อพบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษ คือ แพทย์หรือแม้แต่ผู้ป่วยไม่รู้จักเห็ดชนิดนั้น อย่างไรก็ตาม ในเห็ดพิษชนิดเดียวกันอาจมีสารชีวพิษอยู่หลายชนิดต่างๆ กัน ตามพื้นที่ที่เห็ดงอก รวมทั้งการพิสูจน์ทราบว่าเป็นเห็ดชนิดใด อาจต้องใช้เวลามากจนให้การรักษาไม่ทันการ การวินิจฉัยและการรักษาภาวะพิษจึงขึ้นอยู่กับลักษณะทางคลินิก โดยเฉพาะอาการแสดงเบื้องต้นและระยะเวลาที่เริ่มแสดงอาการเป็นสำคัญ 

การรักษาผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษ ที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาประคับประคองให้ผู้ป่วยพ้นขีดอันตราย การลดปริมาณสารพิษที่ผู้ป่วยได้รับ และเร่งขับสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้นถ้าผู้ป่วยยังไม่อาเจียนควรกระตุ้นให้อาเจียน หรือใช้สายยางสวนล้างกระเพาะอาหารในกรณีที่ทำให้อาเจียนไม่ได้, ให้ผงถ่านแก่ผู้ป่วยทุกราย และถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการท้องร่วงควรให้ยาระบายด้วย หลังจากที่สภาพของผู้ป่วยมีเสถียรภาพแล้ว จึงเริ่มสัมภาษณ์ประวัติ และดำเนินการเพื่อให้ได้การวินิจฉัยถึงชนิดของสารชีวพิษที่ผู้ป่วยได้รับ เพื่อให้การรักษาที่จำเพาะต่อไป การสัมภาษณ์ประวัติการรับประทาน ควรให้ได้ประวัติว่าผู้ป่วยรับประทานเห็ดไปกี่ชนิด, เวลาที่รับประทาน และถ้ามีผู้อื่นรับประทานร่วมด้วยมีอาการอย่างไรหรือไม่ สำหรับประวัติการเกิดอาการ ต้องเน้นถึงระยะเวลาที่เริ่มเกิดอาการ และลำดับการเกิดอาการก่อนหลัง พยายามแยกให้ได้ว่าเข้ากับกลุ่มอาการใด (ตารางที่ 3) ตัวอย่างเช่น ถ้าอาการเกิดขึ้นหลัง 6 ชั่วโมงหลังรับประทาน ให้นึกถึง cyclopeptide, monomethylhydrazine หรือ orelline เป็นต้น ถ้าทำได้ให้เก็บอาเจียนหรือน้ำล้างกระเพาะอาหารรวมทั้งชิ้นส่วนของเห็ด เพื่อส่งตรวจแยกชนิดด้วย เห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้อาจมีรูปทรงคล้ายคลึงกัน อาจต่างกันเฉพาะที่สัณฐานวิทยาปลีกย่อยจำเพาะพันธุ์ สารชีวพิษของเห็ดเมาแต่ละตระกูลมีฤทธิ์ต่างๆกัน จำแนกตามลักษณะอาการเด่นในระบบต่างๆ และลักษณะทางพิษวิทยาได้ดังนี้

  1. พิษต่อตับ ได้แก่ cyclopeptides
  2.  
  3. พิษต่อระบบประสาทกลาง
  4. 2.1 Monomethylhydrazine (gyromitrin)
    2.2 Indoles (psilocin - psilocybin)
     
  5. พิษต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
  6. 3.1 Cholinergic syndrome ได้แก่ muscarine
    3.2 Anticholinergic syndrome ได้แก่ ibotenic acid และ muscimol
     
  7. พิษต่อไต ได้แก่ orelline, orellanine
  8.  
  9. พิษร่วมกับอัลกอฮอล์ เหมือน disulfiram ได้แก่ coprine
  10.  
  11. พิษต่อทางเดินอาหาร เกิดจากสารชีวพิษที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทราบแน่ชัด
1. พิษต่อตับ
 
สารชีวพิษจากเห็ดที่มีพิษต่อตับได้แก่ สารในกลุ่ม cyclopeptides เห็ดที่มีสารชีวพิษชนิดนี้ คือ เห็ดในตระกูล Amanita, Lepiota, Conocybe และ Galerina ในพวกดังกล่าวนี้ Amanita เป็นอันตรายมากที่สุด ลักษณะเป็นเห็ดขนาดใหญ่ รูปทรงสะดุดตา พบเห็นอยู่ทั่วไป ขึ้นอยู่ทั่วไปตามเรือกสวนไร่นาและในป่า cyclopeptides ประกอบด้วยสารชีวพิษ 2 จำพวกได้แก่ amatoxins และ phallotoxins
 
Amatoxins ถูกดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหาร เป็นสารที่มีพิษรุนแรงต่อเซลล์ ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของ ribonucleic acid (RNA) polymerase เซลล์จึงสร้างโปรตีนไม่ได้และตายทำให้ตับถูกทำลาย นอกจากนี้เป็นพิษต่อไต ตับอ่อน ต่อมหมวก ไต กล้ามเนื้อ และสมอง สามารถตรวจพบได้โดยการทำการทดสอบ Meixner ข้างเตียง โดยหยดน้ำจากกระเพาะอาหาร หรือ คั้นน้ำจากเห็ด หยดลงบนกระดาษกรอง แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง หยดกรดเกลือ (HCl) เข้มข้นลงไป ถ้ามีสาร amatoxin จะมีสีฟ้าเกิดขึ้นในครึ่งชั่วโมง สารนี้จะถูกขับออกทางไต สามารถตรวจพบได้ในซีรั่มและปัสสาวะด้วยวิธี radioimmunoassay แต่ไม่สะดวกในการใช้ทางคลินิก phallotoxins เป็นสารที่เป็นพิษต่อตับรุนแรงมาก แต่ถูกดูดซึมได้น้อยจากทางเดินอาหาร จึงเป็นพิษต่อร่างกายน้อย ทำให้เกิดอาการคล้ายทางเดินอาหารอักเสบในช่วงต้นเท่านั้น
 
ลักษณะทางคลินิก 
แบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะต้นเกิดขึ้นใน 6-12 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการทางเดินอาหารอักเสบอย่างรุนแรง ท้องร่วงอย่างแรง ถ่ายเหลวเป็นน้ำคล้ายอหิวาต์ อุจจาระอาจมีมูกเลือดปน ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจตายในระยะนี้ ถ้าได้รับการรักษาประคับประคองโดยการให้สารน้ำและเกลือแร่จนผู้ป่วยอาการดีขึ้น จะเข้าสู่ระยะที่ 2 ในระยะนี้ดูเหมือนผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไร แต่จะตรวจพบเอ็นไซม์ตับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังรับประทาน 2-4 วัน จะเข้าสู่ระยะที่ 3 มีอาการตับอักเสบ ไตวาย หัวใจวาย ตับอ่อนอักเสบ เลือดเป็นลิ่มแพร่กระจาย (DIC) ชัก และถึงแก่กรรม การตรวจทางพยาธิวิทยาจะพบ hepatic necrosis โดยเฉพาะบริเวณ centrilobular
 
การรักษา 
เช่นเดียวกับผู้ป่วยได้รับสารพิษทั่วไปประกอบด้วย การรักษาประคับประคองให้ผู้ป่วยพ้นขีดอันตราย, การลดการดูดซึม และเร่งขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยการทำให้อาเจียน, ให้ activated charcoal 1 g/kg และให้ซ้ำทุก 4 ชั่วโมง มียาต้านพิษหลายตัวที่มีการแนะนำให้ใช้ และถึงแม้ยังไม่มีการศึกษาที่มีการควบคุมอย่างดีพอก็อาจทดลองใช้ได้ เนื่องจากสารชีวพิษนี้เป็นอันตรายอย่างมาก ยาต้านพิษที่มีผู้แนะนำ คือ
 
Thioetic acid (alpha lipoic acid) เริ่มต้นให้เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีเอ็นไซม์ตับ aminotransferase สูงขึ้น โดยหยดเข้าหลอดเลือดดำขนาด 75 mg/day และถ้าผู้ป่วยหมดสติอาจเพิ่มได้ถึง 500 mg/day จนกว่าระดับ AST และ ALT เริ่มลดลง เชื่อว่ายานี้ออกฤทธิ์เป็น free radical scavenger และออกฤทธิ์เป็น coenzyme ในปฏิกิริยา oxidative decarboxylation ในเนื้อเยื่อของตับ
 
Penicillin G. ให้เข้าหลอดเลือดดำขนาด 300,000 ถึง 1,000,000 U/kg/day เชื่อว่าสามารถป้องกันเซลล์ตับได้ โดยยับยั้งไม่ให้เซลล์ตับรับสารพิษเข้าไปในเซลล์ และจับกับ plasma protein binding sites แลกที่กับสารพิษ ทำให้ amatoxin ถูกขับออกทางไตเพิ่มขึ้น
 
Silibinin เป็นส่วนประกอบของ silymarin แยกได้จากยางไม้มีหนาม จำพวกผักโขม สามารถยับยั้งการจับตัวของสารพิษกับเซลล์ตับ ขนาดที่ให้ 20-50 mg/kg/day
เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้ จึงควรให้ glucose, thiamime และ ascorbic acid รวมทั้งอาจให้ hyperbaric oxygen, cimetidine, corticosteroids, cephalosporins, cytochrome C, bile salts, heavy metal salts, D-penicillamine และ diethyldithiocarbamate
นอกจากนี้ควรให้สารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อเร่งการขับปัสสาวะ และอาจทำ hemodialysis, plasmapheresis, hemofiltration และ hemoperfusion ในกรณีที่ผู้ป่วยตับวายอย่างรุนแรง การเปลี่ยนตับอาจช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยไว้ได้
ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ จะมีอัตราตายประมาณร้อยละ 10 ส่วนใหญ่มักหายเป็นปกติได้ แต่มีผู้ป่วยบางส่วนที่กลายเป็น immune complexmediated chronic active hepatitis

2. พิษต่อระบบประสาทกลาง
สารชีวพิษจากเห็ดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทกลางมี 2 จำพวกได้แก่
2.1 Monomethylhydrazine (Gyromitrin) เห็ดที่มีสารชีวพิษชนิดนี้ ได้แก่เห็ดในตระกูล Gyromitra, Helvella, Disciotis และ Sarcosphaera เป็นพวกที่มีแอสโคสปอร์ (ascospore) ลักษณะคล้ายอานม้า บางสายพันธุ์รับประทานได้
ลักษณะการเกิดพิษจากสารพวก hydrazine คล้ายกับที่พบในพิษจาก isoniazid คือออกฤทธิ์ทำปฏิกิริยากับ pyridoxine ยับยั้งเอ็นไซม์ที่ทำปฏิกิริยาสัมพันธ์กับ pyridoxal phosphate ขัดขวางการสร้าง gamma-aminobutyric acid (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทประเภทยับยั้งในสมอง
หลังจากผู้ป่วยรับประทานเห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้ 6-24 ชั่วโมง จะเริ่มมีอาการ มึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน และเป็นตะคริว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการช่วงนี้ไม่มากนัก หลังจากนั้นอาจมีอาการเพ้อ ชัก จนถึงหมดสติได้ นอกจากนี้อาจเกิดภาวะ methemoglobinemia และเม็ดเลือดแดงแตก สุดท้ายอาจเกิดภาวะตับวาย และไตวาย จนเป็นสาเหตุให้ถึงแก่กรรมได้
 
การรักษา ประกอบด้วยการรักษาประคับประคอง, การลดการดูดซึม และเร่งขับสารพิษออกจากร่างกาย ให้ผง activated charcoal ทุก 4 ชั่วโมง และถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงโดยเฉพาะชัก ให้ยาต้านพิษคือ pyridoxine (วิตามิน B 6) เข้าหลอดเลือดดำขนาด 25 mg/kg เนื่องจาก pyridoxine ขนาดสูงทำให้เกิด peripheral neuropathy จึงต้องระมัดระวังอย่าให้ยาต้านพิษมากเกินไป ควรให้ซ้ำเฉพาะในรายที่ชักซ้ำเท่านั้น
ผู้ป่วยที่ได้รับพิษชนิดนี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอัตราตายประมาณ 40% ความร้อนอาจทำให้สารนี้ระเหยไปได้ แต่ขณะปรุงอาหารในครัวอาจสูดดมสารนี้จนเกิดเป็นพิษขึ้นได้
2.2 Indoles (psilocin-psilocybin) เห็ดที่มีสารชีวพิษในกลุ่มนี้ ได้แก่ เห็ดในตระกูล Conocybe, Copelandia, Gymnopilus, Naematoloma, Panaeolina, Panaeolus, Psilocybe และ Stropharia เป็นเห็ดพิษขึ้นอยู่ตามกองมูลวัวมูลควายแห้ง มีอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ตำราแพทย์แผนโบราณเรียกว่า "เห็ดโอสถรวมจิต" นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางมาพักผ่อนที่เกาะสมุยรู้จักในนาม "magic mushroom" นิยมรับประทานกันในรูปของสลัดผัก หรือเจียวกับไข่
psilocin และ psilocybin มีอยู่ทั้งในเห็ดสดและแห้ง มีลักษณะทางเคมีสัมพันธ์กับ serotonin ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาททำให้ประสาทหลอนคล้าย lysergic acid diethylamide (LSD) หลังจากรับประทานประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ตามด้วยการรับรู้ที่ผิดไปจากความเป็นจริง และประสาทหลอน มีอาการเดินโซเซ ม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดลด มีอาการแสดงของระบบประสาทกลางถูกกระตุ้น มีความเคลื่อนไหวมากผิดปกติ จนกระทั่งถึงชักได้ ถ้าฉีดสารดังกล่าวนี้เข้าหลอดเลือดดำจะเริ่มด้วยอาการหนาว สั่น กล้ามเนื้อเกร็ง หายใจลำบาก ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก อาเจียน ไม่มีแรง นอกจากนี้อาจมีอาการอุณหภูมิกายสูงผิดปกติ มีภาวะขาดอ๊อกซิเจน และ methemoglo binemia ได้
 
การรักษา นอกจากให้การรักษาทั่วไปแล้ว ควรแยกให้ผู้ป่วยอยู่ในที่สงบ ให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่าอาการจะหายไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง สำหรับรายที่มีอาการตื่นตระหนก ประสาทหลอน กลัวตาย อาจให้ยากล่อมประสาทในกลุ่ม benzodiazepines หรือ chlordiazepoxide ถ้าผู้ป่วยเป็นเด็กเล็กต้องให้การรักษาอย่างเต็มที่ เพราะมีรายงานว่าเด็กรับประทานเห็ดจำพวกนี้ตาย ทั้งนี้เพราะระบบน้ำย่อยต่างๆ ของเด็กยังไม่สมบูรณ์เท่าของผู้ใหญ่

3. พิษต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
สารชีวพิษจากเห็ดที่ออกฤทธิ์เด่นต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่สำคัญมี 2 จำพวก คือ
3.1 Muscarine เห็ดพันธุ์ที่มีสารชีวพิษชนิดนี้มากจนสามารถเป็นพิษแก่คนได้คือ เห็ดในตระกูล Inocybe, Clitocybe และ Omphalotus ส่วนใน Amanita muscaria นั้นมีสารชีวพิษชนิดนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เนื่องจากสารพิษ muscarine ไม่สามารถผ่าน blood-brain barrier ได้ จึงออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท parasympathetic เฉพาะส่วนปลาย ณ ตำแหน่ง postganglionic เท่านั้น หลังจากผู้ป่วยรับประทานเห็ดที่มีสารชีวพิษชนิดนี้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง จะเกิดอาการเรียกว่า "cholinergic crisis" ซึ่งประกอบด้วยหัวใจเต้นช้า หลอดลมหดเกร็ง เสมหะมาก ม่านตาหดเล็ก น้ำลายฟูมปาก น้ำตาไหล ปัสสาวะอุจจาระราด และอาเจียน อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวนี้น้อยกว่าที่เกิดจากสารเคมีกำจัดแมลงกลุ่ม organophosphates มาก เนื่องจากสารชีวพิษชนิดนี้ถูกดูดซึมผ่านทางระบบทางเดินอาหารได้น้อย และถูกทำลายได้ด้วยความร้อน การปรุงอาหารจึงสามารถทำลายสารชีวพิษชนิดนี้ได้
 
การรักษา ประกอบด้วยการรักษาประคับประคอง และการให้ atropine 1-2 mg เข้าหลอดเลือดดำช้าๆ สามารถให้ซ้ำได้จนกระทั่งเสมหะแห้ง ยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยถึงแก่กรรมจากสารชีวพิษชนิดนี้
3.2 Ibotenic acid และ muscimol เห็ดที่สร้างสารชีวพิษชนิดนี้ ได้แก่เห็ดบางพันธุ์ในตระกูล Amanita รวมทั้ง A. muscaria ชนบางเผ่ารวมทั้งชาวอเมริกันในบางรัฐ นิยมเสพเห็ดเหล่านี้เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน
กรด ibotenic ออกฤทธิ์ต้าน cholinergic ทั้งในระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย ทำให้มีผลต่อระบบประสาท เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยวิธี decarboxylation เป็น muscimol ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มขึ้น 5-10 เท่าภายใน 30 นาที หลังจากผู้ป่วยรับประทานเห็ดที่มีสารชีวพิษชนิดนี้จะเกิดอาการเมา ทำให้เดินโซเซ เคลิ้มฝัน ร่าเริง กระปรี้กระเปร่า การรับรู้ภาพเปลี่ยนแปลง ประสาทหลอน และเอะอะโวยวาย ภายหลังจากเอะอะแล้วผู้ป่วยจะหลับนาน เมื่อตื่นขึ้นอาการจะกลับคืนสู่สภาพปกติใน 1-2 วัน ถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้มากๆ จะเกิดอาการทางจิตอย่าง ชัดเจน อาจชัก และหมดสติได้ พึงระลึกเสมอว่าเห็ดพวกดังกล่าวนี้มีสารชีวพิษหลายชนิดอาจแสดงอาการของ anticholinergic หรือ cholinergic ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามีสารชีวพิษชนิดใดมากกว่ากัน การวินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจะพบกลุ่มอาการ anticholinergic 
การรักษาเบื้องต้นเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่รับประทานสารพิษโดยทั่วไป 
 
การรักษา ตามอาการทำตามความจำเป็น ถ้ามีอาการชักให้ฉีด diazepam เข้าหลอดเลือดดำ อาจให้ physostigmine ในรายที่มีอาการอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตเช่น คลุ้มคลั่ง หรือหมดสติ เป็นต้น

4. พิษต่อไต
สารชีวพิษจากเห็ด ซึ่งมีพิษต่อไตเป็นอาการเด่น คือสารพิษกลุ่ม bipyridyl ได้แก่ orelline และ orellanine ซึ่งทนต่อความร้อน มีลักษณะทางเคมีสัมพันธ์กับสารเคมีกำจัดวัชพืช diquat พบในเห็ดตระกูล Cortinarius เดิมเชื่อว่าเห็ดพวกนี้ไม่มีพิษ แต่ปัจจุบันมีรายงานจากประเทศโปแลนด์และญี่ปุ่นว่า ทำให้เนื้อไตอักเสบ หลอดไตถูกทำลาย (tubulo-interstial nephritis & fibrosis) แต่โกลเมอรูลัสค่อนข้างปกติ รวมทั้งมีรายงานว่าเป็นพิษต่อตับด้วย
อาการเริ่มต้นเกิดขึ้นใน 24-36 ชั่วโมงหลังรับประทาน ผู้ป่วยจะมีอาการ กระเพาะอาหารอักเสบ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น และปวดกล้ามเนื้อ ภายหลังจากมีอาการดังกล่าวแล้วหลายวันจนถึงสัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย ไตวายอย่างช้าๆ และเรื้อรัง
เนื่องจากอาการจากสารพิษกลุ่มนี้เกิดขึ้นช้า การลดปริมาณสารพิษที่ร่างกายได้รับรวมทั้งการให้ activated charcoal จึงไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก การรักษาต้องให้การประคับประคองโดยให้สารน้ำ และปรับภาวะสมดุลย์ของเกลือแร่อย่างเต็มที่ รวมทั้งเฝ้าตรวจหน้าที่ของไตอย่างใกล้ชิดถ้าจำเป็นอาจต้องทำ hemoperfusion, hemodialysis จนถึงอาจต้องทำการเปลี่ยนไต

5. พิษร่วมกับ alcohol คล้าย disulfiram
สารชีวพิษที่มีฤทธิ์คล้าย disulfiram ได้แก่ coprine ประกอบด้วยกรดอะมิโนพบในเห็ดตระกูล Coprinus สารนี้จะไม่มีพิษถ้าไม่รับประทานร่วมกับการดื่มสุรา ออกฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ acetaldehyde dehydrogenase ทำให้ acetaldehyde จากการเผาผลาญ alcohol ไม่ถูกเปลี่ยนเป็น acetate ทำให้ acetaldehyde คั่งอยู่ในเลือดเป็นจำนวนมาก
อาการจะเริ่มเกิดขึ้นใน 10-30 นาที หลังจากรับประทานเห็ดแกล้มเหล้า และอาจเกิดขึ้นเมื่อดื่มสุราหลังจากรับประทานเห็ดแล้วถึง 1 สัปดาห์ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าแดง ตัวแดง ใจสั่น หายใจหอบ เหงื่อแตก เจ็บหน้าอก ชาตามตัว ม่านตาขยาย และความดันโลหิตสูง อาจพบความดันโลหิตต่ำได้เนื่องจากหลอดเลือดขยายตัว
 
การรักษา  เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่เกิดปฏิกิริยาจาก disulfiram กับสุรา คือให้คำแนะนำว่าไม่เป็นอันตราย และหายเองในไม่ช้า ในรายที่ความดันโลหิตต่ำต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ได้ผลอาจต้องให้ norepinephrine และถ้าอาการรุนแรงมากอาจทำ hemodialysis เพื่อขจัด ethanol และ acetaldehyde ออกจากเลือด

6. พิษต่อทางเดินอาหาร
เห็ดที่มีสารชีวพิษซึ่งจัดในกลุ่มนี้ คือเห็ดที่ทำให้เกิดอาการเฉพาะระบบทางเดินอาหารภายใน 30 นาที - 3 ชั่วโมง มีอาการจุกเสียดยอดอก อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และไม่ทำให้มีอาการทางระบบอื่นๆ มีเห็ดมากมายหลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว 
 
 
 
ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและไม่ต้องการการรักษาเฉพาะใดๆ มักจะพบได้เองภายใน 24 ชั่วโมง
สิ่งสำคัญที่แพทย์มักผิดพลาดในการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเห็ด คือการให้ผู้ป่วยกลับบ้านหลังจากอาการทางระบบทางเดินอาหารทุเลา โดยไม่ได้ติดตามดูแลอาการผู้ป่วย สารชีวพิษจากเห็ดหลายชนิดโดยเฉพาะในตระกูล Amanita มักมีอาการรุนแรงจนถึงทำให้ผู้ป่วยตายได้ หลังจากอาการทางระบบทางเดินอาหารดีขึ้นแล้วหลายวัน 
 
การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเห็ดซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็นเห็ดชนิดใด หรือได้รับพิษจากสารชีวพิษกลุ่มใด จึงต้องติดตามดูแลอาการ และตรวจหน้าที่ของตับและไตเป็นระยะๆ จนแน่ใจว่าผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายแล้วเสม
เอกสารอ้างอิง
  1. Aboul-Enen HY. Psilocybin: a pharmacological profile. Am J Pharmacol 1974;146:91.
  2. Bartter F. Thioctic acid and mushroom poisoning. Science 1975;187:216.
  3. Klein AS, Hart J, Brems JJ, et al. Amanita poisoning: treatment and the role of liver transplantation. Am J Med 1989;86:187.
  4. Rumack BH, Salzman E. Mushroom poisoning: diagnosis and treatment. West Palm Beach, FL, CRC press, 1978;263.
 

      

 


Copyright © 2003 Ramathibodi Poison Center, 1st.floor, Research - Welfare Building, Faculty of Medicine, Ramathibodi Hospital Rama VI Rd, Rajthevee, Bangkok 10400, THAILAND
Tel: (662) 354-7272, (662) 201-1083 , Fax: (662) 201-1084, Hotline: 1367
Email:
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

ท่านกำลังอยู่ที่

Home

เข้าสู่ระบบ



กด Like เป็นกำลังใจครับ

บุคคลที่ออนไลน์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้33
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้41
mod_vvisit_counterอาทิตย์นี้124
mod_vvisit_counterอาทิตย์ที่ผ่านมา300
mod_vvisit_counterเดือนนี้612
mod_vvisit_counterเดือนที่ผ่านมา1442
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด375520

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 27.254.152.3
,
Today: ส.ค. 14, 2018

คนที่กำลังออนไลน์

  • agnuskramper
Now online:
  • 1 member
  • 71 guests
Latest members:
  • jdamfdhoo1999
  • KennethCoexy
Total members: 5279